| orapin's profilepinn1415'spacePhotosBlogLists | Help |
|
pinn1415'spacelife is a journey...... March 23 meeting rt37 @take a view 10-03-2007เพื่อนร่วมรุ่นนัดกินข้าวกันอีกแล้ว
เป็นการรวมรุ่นครั้งแรกของปีนี้
ครั้งนี้ก็กินกันที่ร้านที่เราเคยไปกินกันนั่นแหละ...ร้าน take a view เชิงสะพานพระราม 8
คล้ายๆกับว่าเป็นร้านประจำของ RT 37 ไปแล้ว
....ประมาณ หาร้านไม่ได้ก็ไปที่นี่ คิดอะไรไม่ถูกก็ไปที่นี่
คราวนี้ ร้านที่อยากไป เค้าปิดปรับปรุง
...ก็เลยต้องไปที่นี่.....เอ๊ะยังไง....ตกลงว่าร้านนี้ดีรึเปล่าเนี่ย????????
.....ก็ดีนั่นแหละ ถึงได้ไปกันได้หลวยครั้งไง.....
คราวนี้มีเพื่อนไปกันเยอะเหมือนกัน ใกล้ๆ30 ชีวิต
บรรยากาศระหว่างเพื่อนฝูงยังคงสนุกสนานเฮฮา เหมือนเดิม
นอกจากกับที่บ้านก็คงจะกับเพื่อนนี่แหละ ที่เราได้เป็นตัวของตัวเราที่สุด
อยากทำตัวยังไงก็ทำได้
ไม่ต้องรักษา หน้าตา พอๆ กับไม่ต้องรักษามารยาท....อยากทำไรก็ทำ
ยางอาย....เอ่อ...ใช้คำว่า....เขินอาย....ก็ได้วะ
ความเขินอายระหว่างกัน มันหายไปกับสายสม แสงแดด ไม่ก็โต๊ะเเล็คเชอร์ นานแล้วแหละ
นั่นเอง มันคงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรามีความสุขได้มากมายเวลาที่เราเจอเพื่อน
เพราะเราได้เป้นตัวเรา
เพราะเราได้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง...อย่างกะได้ดูตลกคาเฟ่แบบ non stop
หรือว่า......เพราะเราได้กินเยอะๆ......หว่า???????
เอาเหอะ...จะไงก็ตาม เป็นอันว่าเจอเพื่อนทุกทีก็มีความสุขทุกทีล่ะกัน
ครั้งนี้ก็สนุก
มีเกมส์ให้เล่น..มีของขวัญให้เเลก
ตอนที่ต้องเลือกของขวัญไปจับฉลากยังบ่นอยู่เลย
ว่าทำไมไม่เเค่กินข้าวกันธรรมดาแบบที่เคยกินกัน
ทำไมต้องทำให้ลำบากด้วย
ก็บ่นไปเรื่อย...บ่นจนเลือกของขวัญได้นั่นแหละ
แต่พอถึงคราวที่จับของขวัญกันจริงๆก็สนุกแฮะ
จับฉลากได้มาแล้ว ยังแลกกะคนที่จับได้ก่อนหน้าได้ด้วยแน่ะ
....ขำดี
เราได้หมวกกลับบ้านมา....
ไม่อยากจะบอกเลยว่าได้เหมือนกบเลย
....ท่าทางจะเป็นเนื้อคู่กันจริงๆแหละ
นับวันจะเหมือนกันไปทุกทีแล้ว
......จะดีใจดีมั้ยเนี่ยที่เหมือนมันน่ะ
คืนนั้นกลับมาก็ดึกแล้วแหละ
เล็กมาส่งถึงหน้าราม แล้วเราก็ดัน สะเหร่อ....ทำโทรศัพท์ร่วงในรถมัน ....เป็นซะงั้น
February 23 ........คำตอบจากภูเขาสัปดาห์ก่อนพาตัวเองไปภาคใต้...ไปเดินป่าที่หลังคาของภาคใต้.....เขาหลวง
...ขุนเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทือกเขานครศรีธรรมราช.....ยอดเขาที่สูงที่สุดของภาคใต้
เป็นการทำตามความฝันของตัวเอง...ความฝันที่อยู่ในใจมาร่วม 10 ปี
ฝันตั้งแต่เห็นภาพทะเล...(แหลมตะลุมพุก..แหลมที่ยาวที่สุดในประเทศ)..
.....เห็นแม่น้ำ...แม่น้ำปากพนัง...ที่มันไหลผ่านหน้าบ้านตัวเอง
...เห็นภาพนี้จากภาพถ่าย...ภาพที่ถ่ายจากภูเขา
....เมื่อนัน้ ตัวเองก็มีฝัน....ฝันอยากเห็นภาพนั้นจาก 2 ตาของตัวเอง
....อาจเป็นความฝันโง่ๆ....เหมือนชื่อหนังสือของคุณวินทร์ เลียววารินทร์
แต่ก็นะ.....ฝันไปแล้วนี่....และตอนนี้ ความฝันก็เป็นจริงแล้วด้วยนี่
3 วัน บนเขาหลวง นครฯ.....โดยเฉพาะตอนเดิน (กิจกรรมหลักของชีวิตที่นั่น)
...ถามตัวเองตลอด....เรามาทำอะไรที่นี่?????
มาเพื่อทำตามความฝันเมื่อวัยเยาว์เท่านั้นหรือ??????
ทุกคำถามได้รับคำตอบจากตัวเองเป็นความเหนื่อย..ความเมื่อย...
อันที่จริงตอนนั้น...สิ่งที่พยายามทำมี 2 อย่าง คือ.....ถาม....ตัวเอง
และการก้าวขาไปข้างหน้า
.....จนลืม...ลืม ที่จะตอบคำถาม....
การเดินไปข้างหน้า สำคัญกว่า การตอบคำถาม
ตอนนั้น..เหนื่อย เมื่อย ร้อน เหงื่อเต็มหน้า-เต็มตัว
ลื่นบ้าง-ล้มบ้าง
บางช่วงต้องคลาน บางช่วงต้องปีน...
.....โหดสุดๆ
โหดขนาดที่ว่า นอกจากเสีย เหงื่อ เรายังต้องเสียน้ำตาด้วยน่ะ
ในอ้อมกอดของภูเขา
ภูเขาสอนเราหลายอย่าง
...สอนการใช้ชีวิต
กับคำถาม...เรามาทำอะไรที่นี่????
ภูเขาตอบคำถามด้วยทะเลหมอกที่ปกคลุมเราและต้นไม้...ตอนบ่าย 3
...รุ้งวงกลมตอนเช้า...ที่ผาเหยียบเมฆ
...สายหมอกกลุ่มหนาๆที่พัดผ่านสันเขาและเราตอนเที่ยงวัน
และอีกหลายอย่างที่มองไม่เห็นได้ด้วยดวงตาจากบนพื้นราบ
นั่นยังไม่ได้รวมถึงมิตรภาพ และน้ำใจบนรายทาง ตลอดการเดินทางเลยนะ
ตอนนนี้บอกรักเขาหลวงได้เต็มปากเต็มคำแล้วล่ะ
......................................
ฉันรักภูเขา....ฉันรักเขาหลวง...
.......................................
February 04 เมืองเหนือ-เมืองหนาวไปเมืองเหนือมาล่ะ
ไปมาเมื่อตั้งครึ่งเดือนที่เเล้วนั่นเเหละ
.....เอารูปมาลงแล้ว
วันนี้เลยได้ฤกษ์เอาเรื่องมาประกอบภาพ .....
วันพุธตอนเย็นวันนึงของเดือนมกราคม เพื่อนๆร่วมรุ่น 6 ชีวิต
มีนัดกันไปทายท้าลมหนาวที่เมืองเหนือ
...ไปกับรถตู้ที่ search เจอทางอินเตอร์เน็ท
รถตู้ไปรับ หนู กบ กุ๊ก อาดัมส์ ที่ศิริราชก่อน
แล้วก็มารับเรากะเเจ็คที่สนามเป้า
รถตู้ ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เช้าที่เชียงราย
ล้างหน้าแปรงฟัน ที่ปั๊มสักแห่งในเชียงราย
ก่อนที่จะได้ฉีกยิ้มถ่ายรูปได้เต็มความมั่นใจที่วัดร่องขุ่น
......วัดของ อ.เฉลิมชัยนั่นแหละ
เคยไปเหยียบวัดร่องขุ่นแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน
ตอนนั้นยังไม่เสร็จ แต่ก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าสวย
ตอนนี้ วัดร่องขุ่น ก็ยังไม่เสร็จนั่นแหละ
แต่ก็ก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนมาก
สวยขึ้นกว่าเก่ามาก
วัดร่องขุ่นยามเช้า ....มีสายหมอกขาวๆเคลียคลอ
กับสีขาวๆของวัด.......งาม....
จากวัดร่องขุ่น เข้ามากินข้าวเช้าในตัวเมืองเชียงราย
ร้านเก่าแก่ของเมือง....พี่สมบูรณ์ โชเฟอร์รถตู้แกว่างั้น
ร้านนี้ก็มีพวก ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว เกาเหลา ประมาณนี้
...ก็กินเอาเเรงกันคนละชามแหละ
กินเสร็จก็ไปกันต่อ.......ไปดอยตุง
เริ่มที่พระธาตุดอยตุง.....
...มีป้ายขออภัยตั้งแต่เริ่มเข้าบริเวรพระธาตุ
ความสงสัยคลายตัวเองลงก็เมื่อมาถึงตัวพระธาตุนี่ล่ะ
...ช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังบูรณะพระธาตุพอดี....
......เฮ้ออออออออ...
แต่กระนั้นก็นะ......บริจาคเงิน ได้ธูป เทียน ดอกไม้
บูชาพระธาตุกันคนละชุด
แล้วก้เดินเล่นกันแถวๆนั้น
...เดินผ่านระฆังใบโตนับร้อยใบ ยาวเหยียดเชียว
...อดคิดไม่ได้ว่านี่คือเส้นทางไปสวรรค์รึเปล่านะ ?????????
จากพระธาตุดอยตุง ลงมาอีกนิด
มีอีกโครงการของสมเด็จย่า....จำชื่อไม่ได้
แต่ดอกไม้ก็เยอะดีเหมือนกัน
เเกลดิโอลัสเยอะดี เป็นดงๆเลย
คิดเองเออเองว่าดอกไม้ที่เราใช้บูชาพระธาตุเมื่อกี้น่าจะมาจากที่นี่เเหละ
จากตรงนี้...ไปเรื่อยๆ ถึงพระตำหนักดอยตุง
ดอกไม้ที่นี่สวย....สด...เเละดอกโตมากๆ
รักเร่ที่นี่ บานกว่าหน้าเราอีกแน่ะ
ปีนี้ส่วนนึงของสวนนี้ เน้นสีเหลืองแฮะ
...สีของในหลวง
ถ่ายรูปในสวนจนพอ
ก้ขึ้นไป " บ้าน " ของสมเด็จย่ากัน
ที่นี่คงเป็นพระตำหนักที่เป้นบ้านที่สุดในโลกแล้วล่ะ
พระตำหนักไม้สัก หลังไม่ใหญ่โตจนเกินความพอดี
...พอเพียงดี
ลงจากตอยตุงตอนบ่ายอ่อนๆ
มุ่งหน้าสู่ภูชี้ฟ้า................
เราหลับเกือบตลอดทา
กว่าจะตื่นก็พระอาทิตย์ตกภูเขาพอดี
สวยดี.......
เเค่ได้เห็นไม่นานสักเท่าไหร่หรอก
..แค่ได้มอง ไม่ถึงกับเฝ้ามอง
เพราะต้องไปเฝ้าพระอินทร์ต่อ
....ทำไงได้ ก็มันเพลียนี่นะ
..เพราะหลับไปตลอดทางนี่ล่ะ เลยไม่รู้ตัวว่า...เราหลง
คุณพี่สมบูรณ์ โชเฟอร์ พาเราหลงไปผาตั้ง
ก้ไอ้ตรงที่เราตื่นมาเจอพระอาทิตย์นั่นแหละ....ผาตั้ง
เจอกันทั้งที เราก็ไม่ได้ทำความรู้จักกันซะงั้นล่ะ
ดวงตะวันตกภูเขาไปนานพอควร
เรา มาถึงภูชี้ฟ้า จนได้
รถตู้เลี้ยวเข้า ภูชี้ฟ้าอินน์ ถ้าจำไม่ผิดที่นี่น่าจะเป็นรีสอร์ทแห่งเเรกของภูชี้ฟ้า
รถจอด...ลงจากรถ......ร่างกายปะทะลมหนาว
...ลมที่หนาวจัดเลยแหละ
...แทบตายแน่ะกว่าจะเดินถึงห้องพักได้
ก่อนเดินถึงห้องพัก ยังทันได้ยินเสียงคุณป้าเจ้าของเเว่วๆ
"..ไม่อยากหนาว แล้วจะมาทำไม "
จะทำไงได้ล่ะ นอกซะจากว่าจะทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน
ก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไปกับสายลมหนาวๆที่พัดผ่านมาผ่านไปนั่นแหละ
เก็บของเข้าห้องเรียบร้อย.....
เอ่อ.....มันก็คือเอาของกองๆในห้องนั่นเเหละนะ
นั่นแหละ....แล้วก็ไปตลาดกัน
ไปมันทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะมี หรือไม่มีอะไรบ้าง
ย่านที่เป็นตลาด..มีรีสอร์ทเยอะดี เห็นแสงไฟเต็มภูเขาเลย
ที่นี่ มีอุปกรณ์กันหนาวขาย พอให้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวจัดๆ
แบบนี้ได้
มีโรตีขายด้วย
กลับจากตลาด ก็ถึงเวลาพิพากษาตัวเองกัน
สิ่งที่ทรมานตัวเองที่สุดของทริปนี่ก็คือ เรื่องง่ายๆนี่ล่ะ
...มันก็แค่เรื่อง...อาบน้ำน่ะล่ะ
อาบน้ำบนภูชี้ฟ้า เป็นเรื่องยากและทรมานตัวเองเอามากๆ
ภูสูง อากาศหนาว (น่าจะเเค่ 10 องศา หน่อยๆ )
...และที่ร้ายที่สุด......ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น !!!!!!!!!!!!
น้ำโดนตัวที อย่างก๊ะโดนข้าวสารเสกงั้นล่ะ
แต่ก็นะ.......รอดชีวิตมาจนได้...เออ...ไม่ตายแฮะ
...เว่อร์ไปมั้นเนี่ย
ตอนเช้า....แข็งใจลุกจากที่นอนอุ่นๆตั้งแต่มืด
เรามีนัด.....นัดกับพระอาทิตย์ที่ภูชี้ฟ้า
จากเชิงภูชี้ฟ้า..เดินไปอีก400 เมตร ถึงยอดภู
เป็น 400 เมตร ที่เหนื่อยพอดู
เดินจนร้อนเลย เพื่อนบอกถ้ามันจะตายบนนี่ไม่ใช่เพราะหนาวตายนะ
...ตายเพราะร้อนตาย และ หายใจไม่ทัน
บนภูชี้ฟ้า คนเยอะมาก มากจนหาเพื่อนไม่ค่อยจะเจอ
มากอย่างก๊ะคิดว่ามีพระอาทิตย์ขึ้นได้ที่นี่ที่เดียว
แต่ก็นะ....ทะเลหมอก กับพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ก็สวยได้ใจจริงๆนั่นแหละ
ได้พระอาทิตย์ติดมือมาหลายดวงเหมือนกัน
เมืองเหนือ-เมืองหนาว2จากภูชี้ฟ้า เดินมาเรื่อยๆถึงข้างล่างของภู
กระโดดขึ้นรถตู้อีกรอบ....ไปดอยผาหม่นจ้า
ไปดูดอกทิวลิป
ถึงดอยผาหม่น หน้าโครงการเขียนว่า...
...ทิวลิปหมดแล้วครับ
เห็นแล้วเศร้าๆเนาะ
แต่ก็ไหนๆก็มาแล้วน่า...เลยลองเดินเข้าไปดู
เดินเข้าไปเรื่อยๆ ...คิดว่าเจอเเค่ต้นทิวลิปก็ยังดีวะ
แต่ก็เกินคาดแฮะ...เจอทั้งต้นทั้งดอกเลย
แม้ว่าจะเจออยู่ในมุ้งที่เราเข้าไปไม่ได้ก็เถอะ
เราพยายามเข้าใกล้ทิวลิปให้ได้มากที่สุด
พยายามสุดๆที่จะเอากล้องแหย่เข้าไปตามรูเล็กๆ
ถ่ายรูปเจ้าทิวลิปสีแดง สีม่วง
ทิวลิปที่นี่หอม...หอมมาก....
หอมเพราะว่ามันอยู่กับลิลลี่.....
ลิลลี่สีขาว สีชมพู.....สวยและหอม
เรา..เดินดุรอบๆ "มุ้ง" ของลิลลี่กับทิวลิป
เดินกันไปก็พร่ำชื่นชมกันไป
....แค่เห็นเท่านี้ก็ดีเเล้วเนาะ
....ถ้าได้เห็นใกล้กว่านี้ แบบใกล้ชิด มันก็จะดูไม่มีคุณค่าเท่าไหร่แน่เลย
...คำพูด ออกมาจากความรู้สึกตอนนั้น เป็นแบบนั้นจริงๆ
ชื่นชมความงามของทิวลิปจนพอ
สูดกลิ่นลิลลี่กันจนเริ่มจะสาย
ก็กลับบ้านกัน....ก็บ้าน ภูชี้ฟ้าอินน์ นั่นแหละ
..พวกเราก็เป้นแบบนี้เเหละไปไหนก็ทึกทักเอาว่าที่ที่ได้ซุกหัวนอน
เป็นบ้านเราตลอด...แม้จะคืนเดียวก็เหอะ....
กลับถึงภูชี้ฟ้าอินน์...กินข้าวเช้า
เก็บของ..เดินทาง....
รถตู้ก้าวขาไปข้างหน้าเรื่อยๆ....หันหน้าเข้าสู่ป้ายจังหวัดเชียงใหม่
เลี้ยวเข้าสู่เส้นทาง อ.ฝาง
ใช่แล้ว....เรากำลังไปดอยอ่างขางกันจ้า
ถึงปากทางขึ้นดอย รถตู้เริ่มไต่ตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ
ระยะทาง 24 กม.....บางช่วง เป็นโค้งหักศอก
บางช่วงชันเหลือเกิน
แต่กระนั้น เราก็ยังเห็น Honda Jazz ไต่ขึ้นไปได้
อีกทีที่ทุกคนอุทานด้วยเสียงเดียวกันคือ...เห็นผู้หญิงขับปิกอัพขึ้นไป
.....คนเดียว.....เท่มาก
เราถึงอ่างขางกันตอนบ่ายๆ....ต้องรีบมาหน่อย
เพราะว่าเรายังไม่มีที่พักที่นี่.....
และเรายังไม่อยากจะเเข็งตายที่นี่
...แม้ว่ามันจะสวย และดอกไม้เยอะก็เหอะนะ
เราได้ที่พักที่นี่จนได้...ได้มาอย่างง่ายๆ
....คนที่จองไว้เค้า cancel คนที่ดูแลรีสอร์ทบอกเราแบบนั้น
แล้วคืนนั้นที่อ่างขาง...เราก็ได้ที่พักที่อ่างขาง ฮิลล์
ก่อนจะถึงห้องพัก ต้องไต่บันไดกันจนเมื่อยขาเลยแหละ
ฮิลล์ ไง....ก้ต้องเป็นแบบนี้เเหละ
...แจ็คอธิบายสภาพความเป็นจริงให้เพื่อนรับรู้..และยอมรับ
เออ..ที่นี่เค้าแต่งขั้นบันไดได้น่ารักดี..
เอาดอกไม้สีสันสดใสมาปลูกเต็มเลย
พ่อหนุ่มหน้ามนที่ดูเเลรีสอร์ทบอกชื่ออยู่นะ
แต่ก็นั่นแหละ สมองทื่อๆแบบนี้จะจำอะไรได้นานกันล่ะ..........
เก็บของเสร็จ(...คือกองๆเสร็จนั่นแหละ) เดินลงมาข้างล่าง
สวนกับกลุ่มทัวร์ อีก1-2 กลุ่ม ...หาที่พักเหมือนกัน
..ถ้ามาช้ากว่านี้สักครึ่งชั่วโมงเห็นจะลำบากแน่ๆ
โชคดีจริงๆ......
เราเริ่มทัวร์อ่างขาง ด้วยการเดินดู สวนไม้ดอก..กับสวนกุหลาบตรงใกล้ทางเข้า
ดอกไม้ที่นี่สวย และดอกโตได้ใจมากๆ
..กุหลาบดอกโตเท่าหน้า..ดอกอื่นๆก็สีสดสุดชีวิต
เพื่อนๆบอกว่าจริงแล้ว ดอกไม้ที่นี่มีแค่สีเดียว...คือสีขาว
ส่วนสีอื่นๆที่เห็นคือเค้าย้อมสีเอา...........
เพื่อนพ้อง เดินเข้ามาข้างในเรื่อยๆ ผ่านสวนท้อ..
สวนบ๊วย( มันมีชื่อเพราะๆว่า แอปปริคอท แหละ...รับไม่ค่อยจะได้)
ทุ่งข้าว...ข้าว..อะไรสักข้าวที่บ้านเราไม่มี เราเลยไม่รู้จักชื่อมัน
และ ฯลฯ
เดินกันไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ
ถึงข้างในกันจนได้..มันก็ไม่ได้ไกลเท่าที่เคยคิดเลยนะเนี่ย
สวน80 คราวนี้ แต่งไม่เหมือนกับที่เราเคยเห็น
แต่ก็สวย..สวยไปอีกแบบ
ตอนที่ถ่ายรูปกันเพลินๆในสวน80
ตอนที่ตั้งท่าถ่ายรูปกันใต้ต้นซากุระสีชมพูสด
(สดกว่าที่ไหนๆที่เราเคยเห็นนั่นแหละ)
สุมาสก็บอกเพื่อน...แกดูนี่นะ นั่นน่ะเป็นอนาคตของพวกเรา
อีก 30-40 ปีข้างหน้าเราก็เป็นแบบนั้นแหละ
...ก็ยังเที่ยวกับเพื่อนอยู่
ก็เถียงมันไม่ได้ซะด้วยสินะ....
เรื่องราวของคุณย่าคุณยายกลุ่มนั้นยังไม่ผ่านไปง่ายๆ
เมื่อกุ๊กอาศัยทีเผลอของเพื่อนๆ
เอาตัวเองไปแทรกในบทสนทนาของคุณยายอย่างหน้าตาเฉย
"..กนกลายโบตั๋น ...รึเปล่าคะ ???"
" เออใช่ จริงๆด้วย ยายคิดมาตั้งนานนะเนี่ย
นั่งรถก็คุยกันมาตลอดเลย แต่มันนึกไม่ออก มันติดอยู่ที่ริมฝีปาก"
....กนกลายโบตั๋น..ละคร สมัยเมื่อกว่า 10 ปีที่เเล้ว
นำแสดงโดย นพพล-ปรียานุช
นั่นเองแหละที่เป็นต้นกำเนิดของมิตรภาพต่างวัย
ผู้ปลูกก็ สุมาส นั่นแหละ
คุณย่า คุณยายน่ารัก
...น่ารักเพราะตัวเค้าเอง
..หรือไม่ บางที อาจเพราะน่ารักเพราะเค้าชมว่าพวกเราน่ารัก...
..เป็นซะงั้น...
....เรื่องจริง..คุณย่าคุณยายน่ารักจริง เป็นผู้ดีมากๆ
มีท่านนึงที่เป็นหลาน รัชกาลที่ 4
เราๆ..ถ่ายรูปในอ่างขางจนมืด
ไม่มีแสงตะวัน มีแต่เเสงไฟ
ท้องเริ่มเรียกร้องความสนใจ...เราต้องการอาหารเย็น....
เย้นวันนั้นเราฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารที่ตลาดอ่างขางนั่นแหละ
...ร้านถิงถิง...
นั่งกันรอบโต๊ะ อาหารเต็มโต๊ะ
อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง......
เวลาเดินไปเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ
....ตอนแรกๆที่คุยกันดีนักว่าอ่างขางไม่เห็นหนาวเลย
ตอนนี้นะ...พูดแล้วไอออกจากปากเลย
น้ำในห้องน้ำนะ เย็นเท่าน้ำแป๊บซี่ที่เรากินกันเลยแหละ
เดินรอบตลาดอ่างขาง 1 รอบ ..ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะไม่มีอะไรให้ดูนัก
หรือทนความหนาวเย็นไม่ได้กันแน่
เลยต้องกลับมาตั้งหลักกันที่ห้องพัก
ตั้งหลัก....เรื่องอุณหภูมิ ที่เราไม่เคยชิน
ตั้งหลักเรื่องเอาแรง...พรุ่งนี้ เราต้องตื่นแต่เช้ามืด...อีกแล้ว
...ตั้งไว้ว่า..ไปดูแม่คะนิ้ง
6 โมงเช้า ก้าวขาออกจากความอบอุ่นของห้องพัก
ก่อนออกมาห่มตัวเองด้วยอุปกรณ์กันหนาวครบสูตร
...เสื้อกันหนาว 3 ตัว ถุงมือ ถุงเท้า หมวก
ห่มทับอีกชั้นด้วยลมหนาวที่อยู่ข้างนอก
ก่อนก้าวขาออกจากรีสอร์ท ไม่ลืมทำตามคำแนะนำของเจ้าบ้าน
"ดูปรอทที่หน้ารีสอร์ทก่อนนะครับ ถ้าที่นี่เกิน 5 องศา
แสดงว่าไม่มีแม่คนิ้ง"
...วันก่อนหน้าที่เรามา ทางเข้าโครงการหลวงบอกว่า...
...อุณหภูมิยอดหญ้า วันนั้น 0 องศา...
มันหมายความว่ามีแม่คะนิ้ง
แต่วันที่เรามา...หน้ารีสอร์ท 7 องศา
...ข้างในโครงการจะน้อยกว่านี้ แต่ก็ยังไม่มีแม่คะนิ้ง อยู่ดี
เราก็เลยต้อง....ไปดูทะเลหมอก....อีกแล้ว
เคยดูทะเลหมอกที่นี่เเล้ว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
สิ่งที่ทำให้ไปได้อีก คือ...ชา โจ๊ก และ หมั่นโถว
อร่อยมาก....
(.....ทำไมเราไม่ได้ประทับใจทะเลหมอกเลยล่ะเนี่ย...)
คราวนี้ก็เลย..ไปก็ได้...ไปกิน
อาจเพราะคาดหวังมากไป อาจเพราะจำร้านเดิมไม่ได้
อาหารเลยไม่อร่อยเท่าที่คิด
แต่ยังถือว่าดีนะ...เราได้ทำตักบาตรที่นี่...ที่จุดชมวิวดอยอ่างขางนี่ล่ะ
พระอาทิตย์ค่อยเคลื่อนตัวเองขึ้นข้างบนเรื่อยๆ
เราเห็นอะไรชัดขึ้นเรื่อยๆ..อุณหภูมิ เป็นตัวเลขที่มากขึ้นเรื่อยๆ
พอๆกับเครื่องกันหนาว ที่ถูกถอดออกไปเรื่อยๆ เช่นกัน
จากจุดชมวิว..นั่งรถมาอีกไม่นาน...ก็มาถึงไร่สตอเบอรรี่
เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก...ดีนะ
น่ารักดี....เลือกเก็บเอง..เค้าบอก ชิมได้คนละลูก
...แต่เราก็แอบชิมไปมากกว่านั้นแหละ..
ใครจะอดใจได้ล่ะ....ได้ใกล้ชิดกันซะขนาดนั้นน่ะ
สตอเบอรรี่ลูกสีเเดง..ดอกสีขาว..น่ารัก..และน่ากิน
จากสวนสตอฯ ก็กลับเข้ามาที่โครงการหลวงอีกที
เพราะเมื่อวานยังไม่หนำใจเท่าไหร่
เริ่มเดินกันอีกแล้ว....ชมสวนสวยๆ กุหลาบอังกฤษงามๆ
ชมสวนผลไม้ พืชผัก เดินไป ถ่ายรูปไป...สนุกดีไปอีกแบบ
ออกจากโครงการ เก็บของ....เตรียมตัวเข้าเมืองเชียงใหม่
.....ไปงานพืชสวนโลก
เมืองเหนือ-เมืองหนาว3เชียงใหม่-พืชสวนโลก-ถนนคนเดิน-วัดพระธาตุหริภุญชัย-พระธาตุลำปางหลวง
ก้าวเเรกของเชียงใหม่คือโรงแรมที่พัก
จำชื่อโรงแรมไม่แม่น...อันนี้ต้องถามกบกะหนู
....เพราะมัน 2 คนเป็นคนจอง
.......จองทางเน็ท
โรงเเรมบรรยากาศล้านนา
..อยากให้เพื่อนเข้าถึงเมืองเหนือได้เต็มที่....มันว่างั้น
โรงเเรมที่เห็น...บรรยากาศข้างล่างก็ดูโออยู่...ก็พอได้วะ
...ตงิดๆอยู่บ้างที่ฝรั่งเยอะมาก
ห้องที่เราพักอยู่ชั้น 2 ...ต้องเดินขึ้นกะไดไป 1 ชั้น
แค่บันไดเเค่นั้นมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับชีวิตอยู่เเล้ว
แต่พอผ่านบันไดไปได้นี่สิ
หน้าบันไดพอดี...พระพุทธรูปโบราณหน้าบันไดเลย
....น่ากลัวมากกว่าจะช่วยให้อุ่นใจ
จริงๆนะ......
ห้องเรา 2 ห้องอยู่ติดกัน เราเลือกห้องทางซ้ายมือ....
เหตุผลง่ายๆ...มันดูน่ากลัวน้อยกว่า
อย่างน้อยมันไม่ได้อยู่ตรงบันไดมากเหมือนอีกห้อง
และมันอยู่ใกล้พระหน้าห้องน้อยกว่า
ห้องเรามี เรา กุ๊ก และอาดัมส์
ไขกุญแจเข้าไปในห้องได้ สิ่งที่เรา 3 คนทำพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายคือ ไหว้
3 คนก็ 3 มุม....ไหว้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่คนธัมมะธัมโมอะไรมากมาย..แต่อย่างว่า...มันน่ากลัวมากกกกก
ห้องที่เราเห็น มีแต่ของเก่า..เตียง เก้าอี้ รูปถ่าย
โดยเฉพาะ กระจก เก่าได้ใจมากๆ น่ากลัวมากๆเหมือนกัน
โดยเฉพาะอีกห้อง ที่มีภาพถ่ายน่ากลัวกว่า
ภาพถ่ายกับกระจก อยู่ตรงกัน ภาพถ่ายจะสะท้อนเงามาในกระจก
ความน่ากลัวของห้องโน้น..คนที่บรรยายได้ดีที่สุดน่าจะเป็นเเจ็ค
มองในมุมที่กลางๆไม่อิงความรู้สึกตัวเองนะ
ที่นั่น แต่สไตล์ล้านนาโบราณ...เป็นแบบที่ฝรั่งชอบ
ที่นั่นเลยมีแขกฝรั่งเป็นส่วนใหญ่
เก็บของออกจากโรงเเรม...ไปงานพืชสวนโลก
ร้อนมาก คนเยอะมาก......
ไม่เจียมอีกแล้วนะเรา...ไปงานพืชสวนโลก วันเด็ก
ทฤษฎีโลกกลม ถูกพิสูจน์ให้เห็นอีกแล้ว เมื่อเราเจอพี่ที่ รพ.ที่หน้างานพืชสวน
(เช้าวันเเรกที่ไปทำงาน คนครึ่ง รพ.เลยทักทายเราคล้ายๆกัน
ว่าไปเชียงใหม่มาใช่มั้ย....โดยที่เราไม่ต้องโปรโมทตัวเองแต่อย่างใด....)
เพื่อนเลือกนั่งรถดูงาน........แถวยาวมากกกกก
ทั้งคนเยอะ ทั้งร้อน
คำพูดของเพื่อนที่หยุดทุกคำบ่นได้ชะงัดนักก็คือ
....ก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าระหว่างทนร้อนแบบนี้ กับ..ไปนอนในห้องที่โรงเเรม
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าคำพูดแค่นั้น จะทำให้มีเเรงสู้กับความร้อนตรงหน้าได้อย่าง.....
อย่างอะไรดีล่ะ....
เอาเป็นว่าจะร้อนจะเหนื่อยแค่ไหน จะให้รอนานเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะ
เดินชมงานพืชสวนจนค่ำ
ดูต้นไม้ ดอกไม้ ปฏิมากรรมต่างๆ ...ก็สวยดี
แต่ไม่รู้สินะ
ดอกไม้เยอะก้จริงนะ แต่มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอิ่มใจได้เหมือนดอกไม้ที่ดอยตุง หรืออ่างขางอ่ะ
อาจเป็นเพราะดอกไม้ที่นี่มันดูใกล้เคียงกับคำว่า ดอกไม้พลากติกมั้ง
ในขณะที่ดอกไม้จากที่ดอยๆ เป็นดอกไม้ที่มีชีวิตชีวามากกว่า
ออกจากงานพืชสวนตอนค่ำ
กินข้าว..ที่ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่....จำชื่อร้านไม่ได้
แต่คิดว่าน่าจะเป็นร้านอาหารชื่อดังของเมือง
เพราะคนเยอะมาก เต็มทุกโต๊ะเลย
อาหารก็อร่อยดีนะ..จำไม่ได้เเล้วว่าอะไรอร่อยมั่ง
...เพราะกินกันเยอะมาก กินหมดทุกอย่างที่สั่งมาด้วย
.....ก็ตามประสาเราๆนั่นแหละ...กินเยอะกันทั้งก๊วน
กินเสร็จก็มาเดินถนนคนเดิน
คำพูดจากเพื่อน ที่ถ้าเจ้าของโรงเเรมมาได้ยินคงช้ำใจมากก็คือ
...ทำยังไงก็ได้ ไปไหนก็ได้ ที่จะทำให้ได้อยู่ที่โรงแรมน้อยที่สุด.......
เดินเล่น ที่ถนนคนเดิน เเล้วก็เดินกลับโรงแรม
เดินกลับเพราะอยู่ไม่ไกล..และให้พี่โชเฟอร์กลับไปแล้ว
แม้จะยังคิดไม่ได้ว่าคืนนี้จะนอน(ให้หลับ) กันยังไง
แต่ก็นะ เหนื่อยมาทั้งวัน หมดแรง...จนไม่อยากคิดอะไรมากมาย
..หรือว่าเราเหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออกก็ไม่รู้สิ
กลับมาถึงโรงแรมจนได้
โรงแรมตอนกลางคืน....น่ากลัวกว่ากลางวันนะ
แยกย้ายกันเข้าห้อง อาบน้ำ
ความกังวลที่มีอยู่แต่เเรกหายไปกับความง่วง
ง่วงมาก.....อะไรๆก็ไม่ได้มีผลอะไรกับความกลัวอีกแล้ว
เป็นไงเป็นกัน......ไหว้พระเสร็จก็นอนเลย
ก็หลับสบายนะ ไม่ฝันอะไรด้วย
..............
รุ่งเช้า........
เก็บของ กลับกรุงเทพ
อำลาโรงเเรมล้านนาอย่างเป็นทางการ
(รู้ตอนหลังให้ช้ำใจมากกว่า ห้องแบบล้านนา แพงกว่าแบบธรรมดา
...แทบจะขอแลกห้องโดยไม่ต้องขอส่วนต่างคืน)
ออกจากเชียงใหม่เข้าลำพูน
แวะ พระธาตุหริภุญชัย..พระธาตุประจำปีเกิดของคนปีเรา..ปีระกา
ไหว้พระธาตุ แล้วก็ไปลำปาง
ไหว้พระธาตุลำปางหลวง
พระธาตุหริภุญชัย สวยนะเป็นสีทองสุกปลั่งสวย
แต่เราชอบพระธาตุลำปางหลวงมากกว่า
สวยแบบเรียบๆ สวยแบบเก่าๆ.....ชอบมาก
รู้สึกเข้ามาเเล้วสงบเย็นดี
ไหว้พระเสร็จ ชมวัดเสร็จ ก็ขึ้นรถกลับกรุงเทพ
เสร็จสิ้นภาระกิจเที่ยวเมืองเหนือ
.....เหนื่อยดี
แต่ความทรงจำที่ได้มา มันก็เป็นความทรงจำ ที่สวยงามดีเหมือนกัน
ความทรงจำกับเพื่อน ความทรงจำกับสถานที่
.....................
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|